หน้าแรก | บริบทตำบลม่วงคำ | บริบทบ้านฝั่งตื้น | บริบทบ้านวังชมภู | บริบทบ้านอิงดอย | บริบทบ้านร่องบอน

บริบทบ้านฝั่งตื้น

ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

ประวัติศาสตร์เมืองพาน และบ้านฝั่งตื้น

          จากหลักฐานเดิมที่มีการบันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองพานหรืออำเภอพานในปัจจุบัน จากพ่ออุ้ยอินทร์ทอน บุญเรือง มีบันทึกว่า พ่อน้อยสุข เชื้อเมืองพาน บุตรเจ้าแม่คำแดง ชายาคนที่ 4 ของพญาไชย ชนะสงคราม เจ้าเมืองพานคนสุดท้าย เจ้าน้อยสุขได้เขียนประวัติการสร้างเมืองพานร่วมกับ คุณดิลก อารีรัตน์ เมื่อปีพ.ศ. 2507 เพื่อนำออกแจกจ่ายเป็นของชำร่วยในงานศพของเจ้าแม่คำแดง เชื้อเมืองพาน แต่เป็นเพียงการเขียนประวัติสั้นๆ

          จากนั้นได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน นำเอามาประมวลข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นประวัติสืบกันมา ส่วนมากจะมีน้อยคนนักที่สนใจในเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับประวัติการสร้างเมืองแบบจับต้นชนปลายไม่ถูกจึงนำเอาหนังสือที่เจ้าน้อยสุข เชื้อเมืองพาน บุตรของเจ้าแม่คำแดงได้เขียนไว้ก่อนท่านถึงแก่กรรมมาเรียบเรียงเพื่อให้คนรุ่นหลังได้อ่าน มีความว่า อาณาเขตของเมืองพานทิศเหนือจดกับน้ำแม่แก้ว ทิศใต้จดกับห้วยคอกหมูหรือห้วยเจริญราษฎร ทิศตะวันตกจดกับดอยปุยตัดไปหาแม่น้ำลาว ทิศตะวันออกจดกับดอยด้วน เรียกกันว่าดอยหัวง้มหรือดอยงาม ภูมิประเทศเป็นป่าดงพงไพร มีไม้สูงนานาชนิด มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำท่า มีทั้งที่สูงและที่ต่ำ ไหลเชี่ยวกราด มีแม่น้ำมากมาย ทุกห้วย ทุกครองเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ไม่มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย แต่ยังเป็นสถานที่ที่อยู่ในความคุ้มครองของเจ้าเมืองผู้ปกครองนครหิริภูญชัย หรือเมืองลำพูน จนกาลครั้งหนึ่งเจ้าหลวงผู้คุ้มครองเมืองหริภูญชัย ไม่ปรากฏนาม ปี และพ.ศ. ได้แต่ตั้งและบัญชาให้นายพรานผู้หนึ่งที่มีนามว่านายจันดาโจร เป็นคณะล่าสัตว์ ร่วมกับลุงแก้ว ลุงหนวด ลุงปุ๊ด และพรรคพวกนำพาหนะโดยช้างมาล่าสัตว์และคล้องช้างป่า พอมาถึงบริเวณป่าลึกแห่งนี้ ได้เริ่มทำการล่าสัตว์เพื่อนำไปถวายแด่เจ้าเมืองลำพูน โดยล่า ณ เขตป่าเมืองพานแห่งนี้ ในการล่าสัตว์ครั้งนั้นทำให้นายจันดาโจรคล้องช้างได้หลายเชือก และเนื้อสัตว์ป่าหลายตัว จึงพากันนำช้างและเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ไปถวายแด่เจ้าเมืองลำพูน ด้วยความที่นายจันดาโจรเห็นว่าป่าเมืองพานมีความอุดมสมบูรณ์จึงนำเอาเรื่องภูมิประเทศในเขตล่าสัตว์ทูลแก่เจ้าเมืองลำพูน ได้ทราบถึงสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองพานว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มากมีป่าไม้อันมีค่ามหาศาล มีที่ราบและเชิงเขาอันกว้างใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำท่า หากได้สร้างบ้านแปลนเมืองจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว เจ้าเมืองลำพูนได้รับฟังจึงได้สั่งให้นายพรานจันดาโจรพร้อมด้วยราษฎรไปปลูกบ้านสร้างเมืองในปีพ.ศ. 2321 ราษฎรพากันมาสร้างบ้านสร้างเมืองเป็นจำนวนมาก เจ้าหลวงผู้ปกครองเมืองลำพูนได้สถาปนาให้นายพรานจันดาโจรขึ้น เป็นพญาเจ้าเมืองปกครองเมืองใหม่ แล้วให้นามว่าพระยาหาญ เมื่อสร้างบ้านสร้างเมืองได้แล้ว ได้มีไพร่ราษฎรสร้างบ้านสร้างเมืองเป็นจำนวนมากแล้ว ราษฎรจึงต่างพิจารณากันว่าสมควรแล้วที่จะต้องตั้งชื่อของเมืองขึ้นมา แต่ก็มีหลายฝ่ายเกิดความขัดแย้งขึ้น ด้วยเหตุว่าจะตั้งชื่อเมืองว่าอย่างไร จึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อตั้งนามเมือง ในขณะนั้นได้มีลุงแก้ว ลุงหนวด ลุงปุ๊ด และผู้เฒ่าผู้แก่ลงความเห็นว่า สถานที่นี้นายพรานป่าเป็นผู้พบเห็น และนำไปกราบทูลแก่เจ้าเมืองลำพูน เห็นสมควรที่จะต้องเอานามพรานเป็นสัญลักษณ์ จึงได้ลงมติเป็นเสียงเดียวกันในเมืองแห่งนี้มีนามว่า เมืองพราน ซึ่งชื่อเมืองพานในปัจจุบันเพี้ยนมาจาก เมืองพรานนั้นเอง ตั้งแต่นั้นมานายพรานจันดาโจรได้ขึ้นปกครองเมืองพาน มีนามว่าพระยาหาญเมื่อปีพ.ศ. 2321 จากนั้นมาเมืองพรานก็เปลี่ยนเป็นเมืองพานจนถึงปัจจุบัน พระยาหาญมีชายาร่วมกัน 6 คนมีชื่อดังต่อไปนี้ 1. นางมี 2. นางขา 3. นางเอ้ย 4. นางตุมมา 5. นางอูบ 6. นางแสงอิน ชายาทั้งหกท่านของพระยาหาญ ล้วนแล้วแต่เป็นหญิงที่มาจากเวียงยองจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยไพร่ราษฎรส่วนมากมาจากเวียงยองทั้งสิ้น ครั้งแรกตั้งเมืองอยู่ที่ท่าช้างคือที่ฝั่งแม่น้ำส้าน ฝั่งซ้าย เมื่อได้สร้างบ้านสร้างเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้วต่างคนต่างคำนึงถึงพระพุทธศาสนา ว่าเราเป็นพุทธศาสนิกชนยังไม่มีวัดเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ และเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา พระยาหาญจึงได้นำไพร่ราษฎรสร้างวัดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำห้วยส้านฝั่งซ้ายตรงข้ามกับสถานีอนามัยในปัจจุบัน เมื่อสร้างวัดขึ้นแล้วจึงพากันนิมนต์พระจากเมืองยอง มาจำพรรษาอยู่ ชาวเมืองจึงได้อาศัยวัดแห่งนี้เป็นที่ทำบุญและปฏิบัติธรรม หลังจากนั้นไม่นานนัก เกิดอุปสรรคที่จำเป็นต้องข้ามน้ำ ในสมัยนั้นแม่น้ำแม่ส้านทั้งลึกและไหลเชี่ยว ไม่สะดวกต่อการเดินทางไปวัด จึงได้ทิ้งวัดนั้นเสีย แล้วไปสร้างวัดใหม่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแม่ส้าน ที่บ้านสันหลวงในปัจจุบัน ปัจจุบันเรียกว่าบ้านเก่า แล้วตั้งชื่อว่าวัดสันหลวง ปัจจุบันคือวัดเกตุแก้ว แล้วพระยาหาญและราษฎรจึงร่วมกันสร้างคุ้มที่ทำการของพญาอยู่เหนือวัดสันหลวง ต่อจากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2336 ได้มาสร้างบ้านฝั่งตื้น จนถึงปี พ.ศ. 2346 ได้สร้างวัดขึ้นอีกหนึ่งแห่ง โดยตั้งชื่อว่าวัดนันทารามในปัจจุบันเรียกว่าวัดบ้านฝั่งตื้น จากนั้นมาปี พ.ศ. 2346 ทางเมืองเชียงตุงได้มีทหารพม่าส่งกองทัพมารบกับชาวไทยใหญ่ ซึ่งเป็นดินแดนค่อนข้างเป็นการอยู่ในบังคับบัญชาของประเทศไทย ได้มีคำสั่งของเจ้าหลวงเหมพินทุเจ้าผู้ครองเมืองลำพูน มีบัญชาให้พระยาหาญยกเอากองทัพเมืองพานไปสู้รบตามคำบัญชาของเจ้าหลวงเหมพินทุ เมื่อกองทัพของพระยาหาญไปถึง ปรากฏว่าสถานการณ์สู้รบของทหารพม่าและชาวไทยใหญ่ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงเท่าไหร่ เจ้าพระยาหาญจึงได้ยกเอากองทัพกลับมาในการรบครั้งนั้น ตามสมุดหมายเหตุไม่มีการแจ้งไว้โดยละเอียด

          จนถึงปี พ.ศ. 2347 เจ้าพระยาหาญได้ถึงแก่อสัญกรรมลงนับได้ว่าพระยาหาญเป็นผู้บุกเบิกเมืองพาน เป็นพญาเมืองคนแรกที่ได้ปกครองเมืองพานเป็นเวลา 26 ปี หลังจากนั้นปี พ.ศ. 2438 ปีสันหรือปีวอก เจ้าหลวงผู้ปกครองเมืองลำพูนจึงได้แต่งตั้งบุตรชายของพระยาหาญคนที่หนึ่งให้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองพานสืบต่อ แทนพระยาหาญ แล้วให้นามว่า พญาไชย พญาไชยซึ่งเป็นบุตรของพระยาหาญก็ได้ปกครองไพร่ราษฎรอยู่ด้วยความเป็นสุข ได้นำความเจริญให้แก่บ้านเมืองมาโดยตลอด พญาไชยได้มีชายาชื่อว่านางเอ้ย และมีบุตรธิดาด้วยกันหนึ่งคนมีชื่อว่านางตุมมา ต่อมานางเอ้ยได้แยกทางกับพญาไชยไปได้สามีคนใหม่ชื่อว่าหนานอุปละ หนานอุปละได้อยู่กินกับนางเอ้ยก็ได้มีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนชื่อว่า นายอินคำ พอนายอินคำอายุย่างเข้า 17 ปี ได้ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัด สามเณรอินคำได้ศึกษาเล่าเรียนจนอายุ 21 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระอาศัยอยู่ในพระพุทธศาสนามีฉายาว่า พระอินทจักร เมื่ออุปสมบทอยู่นานพอสมควรแล้วจึงได้สิกขาออกมา ไม่นานนายอินคำได้แต่งงานกับเจ้าแม่คำแปงแต่งตั้งให้เป็นชายาคนที่ 1 พออายุได้ 28 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2427 เจ้าหลวงดาราฤทธิเดชเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองหิริภูญชัยได้แต่งตั้งให้นายอินทจักรเป็นผู้ใหญ่บ้านให้นามว่า พญาอินทยศ หลังจากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2433 เจ้าหลวงเหพินทุ เจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองลำพูน ได้ทำการเลื่อนตำแหน่งหนานอินทจักรขึ้นเป็นพ่อเมืองพานคนที่ 3 และให้ชื่อว่าพญาไชยชนะสงคราม พญาไชยชนะสงครามมีชายา 3 คน คือ
          1. ชายาคนแรกชื่อเจ้าแม่คำแปง มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือคนที่ 1 เจ้าแม่คำเอ้ย คนที่ 2 แม่ จันทร์ฟอง คนที่ 3 พ่อน้อยดุนะ และคนที่ 4 แม่หลวงคำปวน
          2. ชายาคนที่ 2 ชื่อเจ้าแม่คำเอ้ย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ คนที่ 1 เจ้าแม่นางแก้ว และคนที่ 2 เจ้าพ่อตั๋น
          3. ชายาคนที่ 3 ชื่อ เจ้าแม่คำแดง มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ คนที่ 1 เจ้าพ่อน้อยสุข คนที่ 2 เจ้า พ่อน้อยสุภา และคนที่ 3 เจ้าพ่อน้อยมา

          พญาไชยชนะสงครามเป็นเจ้าเมืองครองเมืองพานคนที่ 3 ท่านได้สร้างคุ้มเป็นที่ทำการอยู่ที่บ้านร่องบอนชื่อบ้านฝั่งตื้นในปัจจุบัน มีป้อมตำรวจไว้ป้องกันภัย สมัยพญาไชยชนะสงครามดำรงตำแหน่ง ถ้าบุคคลใดบรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องเสียเงินคนละ 4 บาท เรียกกันว่า สาพลี จนถึงสมัยที่นายกันทะ จอมแก้วก็ยังคงเก็บเงินสาพลี 4 บาทอยู่ จนกระทั่งนายกันทะ จอมแก้วหมดวาระเป็นผู้ใหญ่บ้านทางอำเภอได้แต่งตั้งนายสุริยา เชื้อเมืองพานเป็นผู้ใหญ่บ้าน การเก็บเงินสาพลี 4 บาทก็หมดไป

          หลังจากที่หลวงพงษ์พูลสวัสดิ์ได้ถึงอสัญกรรมไปแล้ว จากนั้นได้โอนการปกครองบ้านเมืองไปยังกระทรวงมหาดไทย ทางราชการจึงได้แต่งตั้งฝ่ายปกครองหมู่บ้าน โดยแต่งตั้งให้นายเทพ นาซ้าย เป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2474 มาจนถึงปี พ.ศ. 2475 จากนั้นได้แต่งตั้งนายกุนะ เชื้อเมืองพานเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนนายสุเทพในปี พ.ศ. 2475-2476 ต่อจากนั้นทางอำเภอได้แต่งตั้งนายกันทะ จอมแก้วเป็นผู้ใหญ่บ้าน โดยแบ่งกลุ่มบ้านทั้งหมดคือ
          1. บ้านฝั่งตื้น
          2. บ้านร่องบอน
          3. บ้านดงเจริญ
          4. บ้านสันปู่ย่า
          5. บ้านสันต้นต้อง

           ทั้งหมดนี้เป็นหมู่ที่ 12 ตำบลเมืองพาน ในอดีตเรียกผู้ใหญ่บ้านว่าพ่อแค้วน แคว้นหวล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ขุนผ่านพานฝั่งตื้น ที่ว่าการอำเภอเรียกว่า แขวง ผู้บรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องไปเสีย 4 บาท หรือสาพลี ในสมัยที่นายสุริยะ เชื้อเมืองพาน ได้เปลี่ยนการปกครองหมู่บ้านเป็นหมู่ที่ 15 ตำบลเมืองพาน เมื่อนายสุริยา เชื้อเมืองพาน ขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านมีเขตรับผิดชอบดังนี้คือ ทิศเหนือจดเขตบ้านสันขี้เบ้า ทิศใต้จดกับเขตร่องลึกบ้านสันต้นแหน ทิศตะวันตกจดกับห้วยป่ารันและสันเขา ทิศตะวันออกจดกับเขตบ้านสันต้นผึ้ง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2495 กระทรวงมหาดไทยได้เปลี่ยนกฎหมาย ให้มีการเลือกตั้ง โดยเปลี่ยนผู้ใหญ่บ้านจากการแต่งตั้งเป็นการเลือกตั้ง มีเจ้าหน้าที่จากอำเภอมาประชุมร่วมกับชาวบ้านแล้วให้ชาวบ้านเสนอชื่อของผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่อำเภอกำหนด จะเสนอกี่คนก็ได้ แล้วให้มีการลงคะแนนเสียง ใช้เสียงข้างมากเป็นหลัก ผู้ปกครองหมู่บ้านจากการเลือกตั้งมีลำดับดังนี้คือ
          1. นายสิงห์คำ พรตัน ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495-2517
          2. นายอนันต์ รุ่งสุริยา ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517-2531
          3. นายจันทร์ตา ชัยชมพู ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531-2534
          4. นายชนะ เตจ๊ะ ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534-2539
          5. นายหลาน จุมปู ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539-2547
          6. นายประเสริฐ แหนคำ ปกครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2552
          7. นายรุ่งโรจน์ ราชคม ปดครองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552-ปัจจุบัน

           ปัจจุบันหมู่บ้านฝั่งตื้น หมู่ที่ 8 ตำบลม่วงคำ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่ทั้งหมด 703 ไร่ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอพาน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองเชียงราย 47 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ ทางทิศเหนือติดกับหมู่บ้านสันปู่ย่า หมู่ที่ 11 ทางทิศใต้ติดกับลำห้วยร่องบอน ทางทิศตะวันออกติดกับบ้านสันต้นผึ้งใหม่ หมู่ที่ 16 ทางทิศตะวันตกติดกับคลองชลประทาน มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีคลองชลประทานไหลผ่านตอนบน มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน มีระยะเวลาสั้นกว่าฤดูอื่น ฤดูหนาว มีระยะเวลาที่ยาวกว่าฤดูอื่น และฤดูฝน

          ข้อมูลพื้นฐานในหมู่บ้าน หมู่บ้านฝั่งตื้นมี 104 ครัวเรือน ประชากรรวมทั้งสิ้น 313 คน แยกเป็นเพศชาย 153 คน เพศหญิง 160 คน โดยคนในหมู่บ้านประกอบอาชีพแตกต่างกันออกไป สามารถแยกกลุ่มอาชีพได้ดังนี้ คือ
          1. อาชีพทำนา จำนวน 58 ครัวเรือน
          2. อาชีพรับจ้างทั่วไป จำนวน 28 ครัวเรือน
          3. อาชีพพนักงานบริษัท จำนวน 10 ครัวเรือน
          4. อาชีพรับราชการ จำนวน 5 ครัวเรือน
          5. อาชีพค้าขาย จำนวน 3 ครัวเรือน
          โดยพื้นที่ทำการเกษตรกรรมของคนในหมู่บ้านจะอยู่บริเวณใกล้กับหมู่บ้าน ติดกับคลองชลประทานเป็นส่วนใหญ่ นอกจากชาวบ้านทำอาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่แล้ว ยังมีการรวมกลุ่มกันเลี้ยงวัวและควาย ไก่พื้นเมือง เลี้ยงปลาในครัวเรือน และเลี้ยงหมู ทำสวนพืชผักในครัวเรือน สวนผลไม้ต่างๆ ได้แก่ ลำไย เงาะ และสับปะรด รวมกลุ่มทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ฮอร์โมนสังเคราะห์แสง มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในหมู่บ้านจำนวน 2 งาน ใช้เป็นลานวัดและหอประชุม มีผังหมู่บ้านแบบเก่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีต ระบบน้ำในหมู่บ้านเป็นบ่อในบ้าน และน้ำประปาเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีการจัดการระบบขยะในหมู่บ้าน โดยแยกประเภทของขยะ คือ พลาสติก แก้ว ขยะพิษ ขยะแห้ง และขยะเปียก ทางหมู่บ้านได้มีการจัดการขยะในโรงเรียนด้วยเช่นกัน


หน้าแรก | บริบทตำบลม่วงคำ | บริบทบ้านฝั่งตื้น | บริบทบ้านวังชมภู | บริบทบ้านอิงดอย | บริบทบ้านร่องบอน


CRRU Biodiversity © 2018    |   สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและอาเซียน